in Tech

เลือกซื้อทีวีในปี 2020 ให้รองรับ PlayStation 5 ต้องดูอะไรบ้าง?

ชี้แจง: บทความนี้ มี Affiliated link ไปเว็บอื่น และผู้เขียนอาจจะได้รับผลตอบแทนจากเจ้าของเว็บเหล่านั้น

ผมได้เขียนบทความใหม่ มีเนื้อหาอัพเดตจากบทความนี้ครับ อ่านได้ที่นี่

ผมกำลังจะซื้อทีวีใหม่ เพื่อให้รองรับอนาคต (future proofing) ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ และที่สำคัญ ในฐานะที่เป็นคนเล่นเกมเยอะมาก ตัวทีวี ต้องรองรับ PlayStation 5 แบบเต็มประสิทธิภาพ (คือแค่ต่อแล้วเล่นได้ไม่พอ แต่ต้องเล่นได้แบบสมบูรณ์ ภาพต้องสวยที่สุด)

หลังจากที่เสียเวลาร่วม 10 กว่าวัน นั่งดูและอ่านรีวิวทีวีเกือบทุกรุ่นที่วางขายอยู่ในตลาด ณ วันที่เขียนนี้ (วันที่ 7 กรกฎาคม 2020) ผมก็พบว่าการเลือกซื้อทีวีเพื่อให้รองรับ PS5 มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีหลายอย่างในแง่ของสเปค ที่เราต้องดู นอกเหนือจากขนาด และความละเอียดของจอ

สเปคที่เป็นหัวใจหลัก ของคนที่ต้องการซื้อทีวี เพื่อให้รองรับ PS5 อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือสเปครองรับภาพความละเอียด 4K ที่ 120Hz แบบ HDR (โครม่าสี 10-Bit 4:4:4) โดยตัวทีวี จะต้องมี Input Lag ที่ต่ำกว่า 20ms ใน Game mode ด้วย ถ้าไม่อยากเล่นเกมแล้วตายบ่อยๆ หรือเสียเปรียบเพียงแค่ว่าภาพบนจอทีวีของเรา แสดงผลช้ากว่าปุ่มที่เรากดเป็นหลักเสี้ยววินาที

และการที่จะได้มาซึ่งภาพ 4K HDR แบบ 10-Bit ที่ 120Hz ตัวทีวี จะต้องมีพอร์ต HDMI 2.1 ที่มีแบนด์วิธอย่างต่ำ 40 Gbps แต่ถ้าไม่สนเรื่องภาพสีสดแบบ HDR ตัวทีวีไม่จำเป็นต้องมี HDMI 2.1 ครับ แค่ 2.0 เพียงพอ และสามารถเล่นภาพความละเอียด 4K ที่ 120Hz แบบธรรมดา (SDR) ได้

บทความ: อะไรคือ HDMI 2.1 แล้วมันสำคัญอย่างไร (เว็บ AV Tech Guide)

ส่วนในเรื่องสเปคอื่น ๆ สิ่งที่จำเป็นสำหรับ PS5 ก็มีการรองรับอัตราเฟรมเรตแบบแปรผัน Variable Refresh Rate หรือ VRR และโหมดตรวจสอบอุปกรณ์ที่ต้องมี Response Time ต่ำโดยอัตโนมัติ ที่เรียกว่า Auto Low Latency Mode หรือ ALLM ด้วย

อย่างไรก็ตาม สเปคที่ผมว่ามาทั้งหมดนี้ ใช้สมมติฐานว่า PS5 จะมีเกมที่แสดงผลที่ความละเอียด 4K HDR ที่ 120Hz จริง ซึ่งในแง่ของความเป็นไปได้จริงแล้ว ผมเชื่อว่าเกมส่วนใหญ่บน PS5 จะแสดงผลจริงๆ ที่ 4K HDR ที่ 60Hz (60 Frame Per Second) มากกว่า ซึ่งถ้าคุณไม่ซีเรียส ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อทีวีที่รองรับ 4K HDR ที่ 120Hz ครับ

สำหรับคนที่วางแผนจะติด Soundbar หรือชุดโฮมเธียร์เตอร์ ให้มองหาทีวีที่รองรับ eARC ที่สามารถส่งเสียง Dolby Atmos ออกไปหาลำโพงได้ด้วยนะครับ มันจะช่วยชีวิตคุณในอนาคตได้อีกเยอะเลย

ทีวีรุ่นไหนบ้างในตลาดปี 2020 ที่รองรับ PS5 และ Future Proofing ที่สุด

ในรายชื่อนี้ คือทีวีที่รองรับทุกอย่างที่ผมกล่าวมาข้างบนนะครับ ได้แก่พอร์ต HDMI 2.1 การแสดงผล 4K HDR ที่ 120Hz, ระบบ VRR, ระบบ ALLM และ eARC) ในตลาดตอนนี้มีทีวีรุ่นต่อไปนี้ครับ กรณีที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อรุ่น อาจจะตกสำรวจบ้าง หรือไม่ก็ไม่รองรับทั้งหมดที่กล่าวมา ณ เวลาที่เขียน แต่อาจจะรองรับเป็นบางอย่าง ซึ่งผมแนะนำให้ตรวจสอบสเปคก่อนซื้อด้วยครับ

Samsung ตระกูล QLED Q950TS, Q800T, และ Q95T รองรับทุกขนาด และได้สเปคครบหมดทุกอย่างที่กล่าวไว้ข้างบน รุ่น The Frame LS03T (2020) และ The Serif LS01T (2020) ก็รองรับทั้งหมด

ส่วนตระกูล Q80T รองรับทุกขนาดยกเว้น 48 นิ้ว ส่วน Q70T เฉพาะหน้าจอบางขนาดเท่านั้นที่รองรับ 4K HDR @ 120Hz ครับ (สองรุ่นหลังนี้ โปรดอ่านสเปคอย่างละเอียดก่อนซื้อ)

LG ตระกูล OLED บางรุ่นของปี 2019 และทุกรุ่นของปี 2020 รองรับหมด เช่น OLED GX (ขนาด 77 นิ้ว, 65 นิ้ว) OLED CX, OLED C9 รวมไปถึงตัวท็อปที่เป็น 8K ก็รองรับหมด เช่น LG Signature OLED ทั้งรุ่นปี 2019 และรุ่นปี 2020

สำหรับ LG ตระกูล NanoCell TV เกือบทุกตัวที่ผมดูสเปค ยังไม่รองรับทุกอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น 100% ครับ โปรดอ่านสเปคอย่างละเอียดก่อนซื้อ แต่ในประเทศอื่น จะมี NanoCell รุ่น 8K ที่รองรับ 4K ที่ 120Hz แต่จะไม่ HDR ครับ

Sony ทุกรุ่นที่วางขาย ณ เวลาเขียน ไม่มีตัวไหนที่วางขายในประเทศไทยตอนนี้ รองรับ 4K @ 120Hz เลย (แม้แต่ตัวท็อปล่าสุด A9G ก็ยังไม่รองรับ) ซึ่งเป็นตลกร้ายพอสมควร เพราะว่าโซนี่เองก็เป็นผู้ที่ผลิต PS5

ใครที่รออีกนิดได้ จะมีรุ่นของปี 2020 ได้แก่รุ่นตระกูล X900H ที่รองรับ 4K @ 120Hz ที่มาพร้อมกับ HDMI 2.1 ของน่าจะมาภายในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไปครับ

สรุป

จะซื้อทีวีที่รองรับเครื่องเล่นเกม Next-gen อย่าง PlayStation 5 อย่างเต็มประสิทธิภาพจริงๆ ต้องเป็นทีวี ที่สนับสนุนการแสดงผลภาพ 4K HDR ที่ 120Hz (แสดงผลได้ 120 เฟรมต่อวินาที) ซึ่งจะทำได้ จะต้องมีพอร์ต HDMI 2.1 และต้องเป็นทีวีที่มี Input Lag ต่ำ (ALLM) อีกทั้งควรรองรับ Variable Refresh Rate (VRR) ด้วย

สิ่งที่ต้องระวัง คือเรื่องของสเปคชีท ที่จากที่ผมได้สัมผัส พนักงานขายทีวีหลายๆ ที่ ไม่สามารถตอบคำถามประเภทนี้ได้ (เราเข้าใจ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน) ใครที่กำลังเลือกซื้อทีวี อย่าลืมศึกษารุ่นที่สนใจอย่างละเอียด

อีกอย่างที่ผู้ซื้อควรระวัง คือทีวีหลายๆ รุ่นที่รองรับ HDMI 2.1 อาจจะไม่รองรับการแสดงผล 4K ที่ 120Hz (คือพอร์ตเร็ว แต่จอห่วย) หรือบางรุ่นอาจจะรองรับทุกอย่าง แต่มี Input Lag ที่สูงมาก ทำให้ไม่เหมาะกับการเล่นเกม

ผมว่า ภายในปี 2021 หลังจากมี PS5 และ Xbox Series X ในตลาดแล้ว ผมว่าทีวีส่วนใหญ่ที่วางขายปีหน้า น่าจะรองรับคุณสมบัติเหล่านี้หมดแล้ว หากใครรอได้ หรือยังไม่อยากซื้อทีวีรุ่นท็อปของปีนี้ ผมแนะนำให้รอปีหน้าครับผม

แล้วผู้เขียนเลือกซื้อทีวีรุ่นไหน?

ผมได้ตัดสินใจเลือกซื้อทีวี LG OLED รุ่น GX เนื่องจากว่าผมประทับใจการแสดงผลของจอ OLED มากกว่า ซึ่งให้สีที่แม่นยำที่สุด ประกอบกับสีดำที่ดำลึกที่สุด เพราะมันไม่ใช่จอ LCD เหมือนกับฝั่งซัมซุง ข้อดี OLED เรื่องภาพเป็นที่ยอมรับว่าดีกว่า LCD อย่างแน่นอน

อีกอย่าง คือ LG รองรับ Dolby Vision แล้วระบบปฏิบัติการ WebOS ใช้ง่ายมาก

แต่ OLED มีปัญหาหลักอยู่สามอย่าง คือ (1) การแสดงผลภาพซ้ำๆ จะทำให้เกิดปัญหา Burn-in หรือ “ภาพไหม้คาพิกเซล” แต่เอาจริงๆ ปัญหาเหล่านี้เกิดยากมาก หากผู้ใช้ไม่เปิดภาพเดิมค้างไว้นานๆ (2) ถ้าบ้านมีหน้าต่างใหญ่ แสงลอดเข้ามาในห้องเยอะ ทีวีจะสู้แสงไม่ค่อยได้ เพราะมันไม่สว่างเท่าจอ LCD (3) ราคาแพงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

อีกข้อเสีย คือทีวี OLED ของ LG ปีนี้ มีการตัดสเปคออกเล็กน้อยในส่วนของ HDMI Bandwidth ที่จากรุ่นปีที่แล้วหลายรุ่นมีความเร็ว HDMI 2.1 ที่ 48Gbps แต่ปีนี้โดนลดเหลือ 40Gbps ซึ่งส่งผลให้ทีวีของ LG ปีนี้ไม่รอบรับ 4K 12-bit HDR ที่ 120Hz ได้ แต่ทาง LG ออกมายืนยัน ว่าเหตุผลที่มีการลดสเปคลง เพราะว่าตัวจอภาพ OLED ของ LG ไม่มีจอภาพไหนสามารถแสดงผลสี 12-bit ได้ ประกอบกับยังไม่มีคอนเทนท์ที่เป็น 12-bit แท้จริง ทาง LG เอง จึงใช้ชิปประมวลผลภาพ เพื่อให้การแสดงผลสี HDR ครบครันที่สุดแทน